แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมื่อลูกเป็นหวัด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมื่อลูกเป็นหวัด แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เมื่อลูกเป็นหวัด

เมื่อลูกเป็นหวัด 

เด็กที่เป็นหวัดจะมีอาการมีไข้น้ำมูกน้ำตาไหล ไอ จาม เมื่อท่านพาไปโรงพยาบาลก็จะพบว่า มีเด็กที่มีอาการเหมือนลูกท่านมากมาย บางคนอ่อนเพลียมาก งอแง เบื่ออาหาร เจ็บคอ บางรายรุนแรงมากขึ้นจนมีโรคแทรกซ้อน คือโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ในระยะเริ่มแรกเมื่อลูกเริ่มมีอาการจาม ไอ มีไข้ ตัวร้อน ก็ใช้ยารักษาตามอาการ มีไข้ใช้ยาลดไข้ พาราเซตามอล ชนิดน้ำเชื่อมให้ขนาด (ดูจากฉลากยา) ตามอายุทุก 6-8 ชั่วโมง ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เพราะไม่ทราบว่าการเจ็บป่วยครั้งนี้เป็นไข้เลือดออกหรือไม่ หากถ้าเป็นไข้เลือดออกการให้แอสไพรินจะทำให้เกิดอาการเลือดออกเร็วขึ้นและรุนแรง ทำให้มีโอกาสเสียชีวิต ใช้ยารักษาอาการจามและน้ำมูกไหล คือยาประเภทแอนตี้ฮีสตามีน ที่มีในท้องตลาดมากมาย หรือปรึกษาคุณหมอที่รักษาประจำและขอเก็บไว้สัก 1 ขวดเผื่อฉุกเฉิน จะได้ใช้เมื่อยังไม่สามารถไปโรงพยาบาลได้ ขนาดตามที่คุณหมอสั่งค่ะ ยาแก้ไอ ก็ควรปฏิบัติตามคุณหมอสั่งเช่นกัน พร้อมทั้งให้งดอาบน้ำ เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ดื่มน้ำอุ่นให้พอ ถ้ายังมีไข้สูงหลังจากให้ยา 24 ชั่วโมง แล้วคุณต้องพาลูกไปให้คุณหมอตรวจ อาจจะต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่นปวดหู-หูชั้นกลางอักเสบ หรืออาจเกิดหูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดบวมได้ ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องค่ะ

- ถ้าลูกเป็นหวัดบ่อยๆ จะทำอย่างไรดี
เราสังเกตว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่ติดหวัดจากเพื่อนๆ โดยเฉพาะตอนโรงเรียนเปิด ให้พิจารณาดูถ้าเด็กเป็นหวัดตามปกติภายใน 1 ปี ไม่ควรเกิน 6-7ครั้ง แต่ถ้าเป็นทุกสัปดาห์ แสดงว่าหวัดนั้นมีปัญหาอื่นๆ ซ่อนอยู่ เช่น สุขภาพไม่แข็งแรง นอนน้อย หรือพักผ่อนน้อย คุณแม่คุณพ่อบางคนถึงกับย้ายโรงเรียนคิดว่าโรงเรียนแห่งมีเด็กเป็นหวัดกันบ่อยๆ เป็นสาเหตุให้ลูกติดหวัดจากเพื่อนๆ เมื่อย้ายลูกไปอยู่โรงเรียนใหม่ก็เป็นหวัดบ่อยเหมือนเดิม จึงควรพิจารณาก่อนว่าควรแก้เหตุตรงไหน อาจจะต้องปรึกษาคุณหมอที่ดูแลลูก สิ่งที่ควรทำคือ ให้อาหารลูกให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้พอเพียงให้ออกกำลังกายให้พอ พร้อมกันทั้งพ่อแม่ลูก เหล่านี้จะเป็นการสร้างเสริมภูมิต้านทานของโรคของลูกให้ดีขึ้น

- ถ้าลูกเป็นหวัดเรื้อรัง
ถ้าลูกมีอาการของหวัด น้ำมูกไหล จามติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เกินกว่า 3-4 สัปดาห์ อาการนี้คือหวัดเรื้อรัง ซึ่งสาเหตุสำคัญที่พบบ่อยที่สุดคือโรคภูมิแพ้ จะพบอาการร่วมกับหวัดแล้ว ยังมีอาการคันจมูก ขยี้จมูก คันตา ตาแดง มีน้ำตาไหลร่วมด้วยหรือบางครั้งอาจเกิดจากเด็ก นำสิ่งของใส่เข้ารูจมูกเล่น เช่น ยางลบ ลูกปัด หรือกระดาษทิชชูที่ใช้เช็ดหน้า จะพบอาการสำคัญ คือเป็นอยู่ข้างเดียว มีน้ำมูกไหลจากรูจมูกข้างเดียวและอาจมีกลิ่นเหม็นด้วย การหยอดยาลดน้ำมูก บางชนิดนานเกินไป (มากกว่า 3-4 วัน) ทำให้คันจมูกมากขึ้นซึ่งเป็นปฏิกิริยาของจมูกกลายเป็นหวัดเรื้อรังได้

- การนอนในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศหรือนอนเป่าพัดลม แตกต่างกันอย่างไรสำหรับหวัด
เด็กที่เป็นหวัดสามารถนอนในห้องปรับอากาศได้โดยควบคุมอุณหภูมิอย่าให้เย็นจัด แต่ถ้านอนกันหลายคนควรให้อุณหภูมิปานกลาง ถ้าเด็กเป็นหวัดควรให้ใส่เสื้อผ้าให้พอเพียง อย่านอนตรงบริเวณลมเย็นเป่ามาถึงตัวโดยตรง อาการไอที่เกิดเวลานอนส่วนใหญ่เกิดจากอากาศเย็นมากเกินไป หรือมีฝุ่นจากเครื่องปรับอากาศพ่นใส่ตัวเด็ก วิธีแก้ไขโดยล้างเครื่องปรับอากาศบ่อยๆ เพื่อลดจำนวนฝุ่นในบ้าน โดยเฉพาะห้องนอน การเปลี่ยนจากห้องที่เย็นสบายมานอนห้องธรรมดาแล้วเป่าพัดลมไม่ใช่วิธีแก้ไขที่ถูกต้อง

ที่นอน หมอน ไม่ควรใช้นุ่นยัดในที่นอนและหมอน ควรใช้วัสดุที่ทำจากใยสังเคราะห์ชนิดที่ตัวไร (House Dust Mite) ไม่ขึ้น รวมถึงผ้าห่มนอนด้วยควรซักเครื่องนอนบ่อยๆ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับผ้าปูที่นอน ส่วนปลอกหมอนควรเปลี่ยนทุก 1-2 วัน พื้นห้องเช็ดด้วยผาชุบน้ำให้สะอาดก่อนนอนครึ่งชั่วโมงทุกวัน
การใช้พัดลมเป่าเวลานอนจะทำให้เป่าฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วกระตุ้นให้เด็กไอ แต่ถ้าเช็ดพื้นก่อนนอนก็จะลดจำนวนฝุ่นลงและอย่าเป่าพัดลมบริเวณศีรษะเด็ก ควรเป่าบริเวณปลายเท้าหรือทางอื่นที่ไม่โดนเด็ก