วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

รู้จักลูกน้อยแรกเกิด

 
Date Posted: ธันวาคม 15th, 2008 Posted Under: แม่และเด็ก
แม้คุณแม่มือใหม่จะรับรู้ข้อมูลเบื้องต้นในการดูแลลูกมาจากโรงพยาบาลแล้ว แต่เมื่อกลับบ้านคุณเองคือคนที่อยู่ใกล้ลูกมากที่สุด จะเป็นต้องมีความเข้าใจ ปฏิบัติอย่างถูกต้องกับลูกแรกเกิด เพื่อเตรียมพร้อมอุ่นเครื่องเป็นคุณแม่มือใหม่ค่ะ
สะดือของลูกแรกเกิด
ขณะอาบน้ำ คุณสามารถอาบน้ำได้ทั่วร่างกาย เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วควรทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอลล์ 70% ตามที่โรงพยาบาลจัดให้
เช็ดตามวิธีการที่พยาบาลสอนมา โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อระหว่างสายสะดือกับบริเวณผิวหนังทารก ควรทำวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น)
หลีกเลี่ยงการใช้แป้งเด็กโรยสะดือเพราะอาจทำให้ลักษณะภายนอกดูรู้สึกแห้งดี แต่ส่วนรอยต่อระหว่างสะดือกับผิวหน้าท้องยังแฉะ  เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคอาจเกิดการติดเชื้อได้
หากสังเกตพบว่าสะดือมีกลิ่นเหม็น หือรอบๆสะดือมีอาการบวมแดงหรือแฉะอยู่หลังจากสะดือหลุดแล้ว ควรพาเด็กมาพบคุณหมอ
        โดยปกติทั่วไปแล้วสายสะดือของเด็กแรกเกิดจะค่อยๆแห้งไปเอง ภายใน 7-10  วันหลังคลอด
เรื่องกินนอนและขับถ่าย
ช่วง 7 วันแรก น้ำหนักของเด็กแรกเกิดอาจลดลงแต่ไม่ควรเกิน 10% ของเด็กแรกเกิด
 
เด็กแรกเกิดกินได้น้อย (แต่กินบ่อย) เพราะน้ำนมแม่ช่วงวันแรกๆ เป็นน้ำนมเหลือง อาจมีปริมาณไม่มาก เด็กอาจกินได้ประมาณ 5-10  ซี.ซี. ต่อมื้อ จึงต้องให้เด็กได้ดูดนมแม่ทุก 2-3 ชั่วโมง เพื่อนเป็นการกระตุ้นนมแม่
อุจจาระของเด็กแรกเกิดจะมีสีเขียวเข้ม เรียกว่าขี้เถ้า หลังจาก 3 วันไปแล้ว อุจจาระจะเปลี่ยนไป ถ้ากินนมแม่ก็จะมีลักษณะสีเหลืองทอง
ผดผื่นเรื่องกวนใจ
        ธรรมชาติของผิวเด็กแรกเกิดที่แสนบอบบาง ความชุ่มชื้นของผิวหนังและความต้านทานเชื้อโรคก็น้อยกว่าผู้ใหญ่ บวกกับสภาพอากาศในบ้านเรา ก็อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาผดผื่น จึงควรหมั่นดูแลสิ่งแวดล้อมรอบๆ กายลูกน้อยอย่างใกล้ชิด
ให้ลูกอยู่ในที่อากาศถ่ายเท
ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัดหรือใช้สบู่ถูตัวลูกบ่อยเกินไป ไขมันที่เคลือบผิวลูกจะถูกชะล้างไปด้วย ทำให้ผิวแห้งและเกิดอาการคัน
หลังจากทำความสะอาดก้นลูกน้อย ควรใช้ผ้าบางๆ ซับให้แห้งก่อนสวมใส่ผ้าอ้อม
หากใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็ต้องหมั่นเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ ใช้ตามความจำเป็น หรือหันมาใช้ผ้าอ้อมแบบฝ้ายสักระยะหนึ่งก็ได้ค่ะ
หากจำเป็นต้องทาแป้งเพ่อให้ลูกรู้สึกสบายตัว ลดการเสียดสีบริเวณข้อพับต่างๆ ก็ต้องรอบคอบเลือกกันหน่อยค่ะ โดยเลือกใช้แป้งสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ชนิดแป้งฝุ่น อ่อนโยนต่อผิว ปลอดภัยกับลูกน้อย ไม่ควรใช้แป้งเย็น เพราะอาจมีสารปรอทเป็นอันตรายต่อลูกเมื่อสูดดมเข้าไป ควรเทแป้งลงบนฝ่ามือก่อนแล้วลูบเบาๆ ให้ทั่วบริเวณที่ต้องการ เพื่อไม่ให้แป้งเกาะติดกันเป็นก้อน

อาการท้องผูก

อาการท้องผูก 

อาการท้องผูก คือเด็กไม่สามารถถ่ายอุจจาระตามปกติได้ เช่น อุจจาระแข็ง อุจจาระแห้ง อุจจาระก้อนใหญ่มากถ่ายลำบาก
ตามปกติเด็กแรกเกิดมักจะถ่ายอุจจาระหลังกินนมเกือบทุกครั้ง เด็กโตหรือเด็กที่ไปโรงเรียน อาจจะถ่ายอุจจาระวันเว้นวันก็ได้

- สาเหตุของอาการท้องผูก
กินอาหารที่มีกากใย (Fiber) น้อยและดื่มน้ำน้อย
ตื่นเต้นหรือกระทบกระเทือนทางอารมณ์
ไม่ได้เตรียมฝึกให้เด็กหัดถ่ายอุจจาระอย่างถูกต้อง ถ่ายแต่ละครั้งไม่สุดหรือไม่หมด
โรคทางระบบประสาท เช่น โรคลำไส้ใหญ่พองเพราะขาดประสาทควบคุม
มีการตีบของรูทวารหนัก
การดูแลเด็กท้องผูกในระยะแรก คือพยายามหาเหตุดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จัดการฝึกหัดให้ถ่ายอุจจาระให้ถูกต้อง ให้อาหารที่มีกากใยเพิ่มและเพิ่มน้ำดื่ม

- สำหรับเด็กทารกที่กินนมแม่
ส่วนใหญ่เด็กเหล่านี้ไม่ค่อยท้องผูกถ้าท้องผูกต้องพาไปพบแพทย์ ส่วนใหญ่จะมีโรค เช่น ลำไส้ใหญ่พอง เป็นต้น

- ถ้าเด็กกินนมผสม
ควรดูว่าเมื่อเพิ่มนมผงแล้วทำให้ท้องผูกหรือไม่ โดยให้แต่นมแม่อย่างเดียวจะทำให้ถ่ายเป็นปกติได้ ถ้าเพิ่มนมผงแล้วทำให้ท้องผูกต้องให้กินน้ำ 30 ซีซี. (1 ออนซ์) ตามหลังนมผสมทันที และเพิ่มปริมาณน้ำ ให้เพิ่มขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น

- เด็กทารกถึงก่อนวัยเรียน
อาการท้องผูกเกิดจากการทำงานของลำไส้ไม่ปกติขาดน้ำและปัญหาการฝึกหัดขับถ่ายอุจจาระ
แก้ไขโดยการเพิ่มน้ำดื่มเป็น 8-10 ออนซ์ต่อวัน เพิ่มอาหารผักที่มีกากใย เช่น ใบตำลึง ผักกาดขาว ผลไม้และฝึกการขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา เวลาเริ่มฝึกประมาณอายุ 1 ปีขึ้นไป ค่อยๆ ฝึกอย่าเร่งรีบ ข่มขู่เด็กเพราะเขาจะต่อต้าน ควรหัดให้เด็กนั่งกระโถน หาที่ขนาดเหมาะที่ให้เขานั่งแล้วใช้เท้ายันพื้น เพื่อช่วยในการเบ่งถ่ายอุจจาระ
แต่ถ้าเด็กยังถ่ายอุจจาระแข็ง เบ่งนาน ไม่ค่อยยอมถ่าย ควรเพิ่มน้ำดื่ม น้ำผลไม้ เช่น น้ำลูกพรุน แต่ถ้ายังมีปัญหาอยู่คงต้องปรึกษาแพทย์
ข้อสำคัญควรให้เด็กหัดถ่ายให้เป็นเวลา จัดให้มีการฝึกหัดถ่ายโดยสมัครใจและเพลิดเพลิน จัดเกมฝึกการถ่ายอุจจาระ ไม่บังคับ ดุว่า หรือลงโทษเด็ก แต่ถ้าท้องผูกเป็นประจำท้องมีขนาดใหญ่โต เนื่องจากลำไส้ขยายตัวคงต้องปรึกษาแพทย์ค่ะ
สาเหตุที่พบบ่อยจากการทำงานของลำไส้ผิดปกติ ความเครียด ไม่ได้ฝึกหัดการถ่ายอุจจาระให้เป็นนิสัย ปัญหาทางครอบครัว บิดามารดาตีกัน เศรษฐกิจของครอบครัวย่ำแย่ ความทุกข์ยากของบิดามารดา ฯลฯ ดูแลแก้ไขโดยควรสังเกตเมื่อเริ่มมีอาการท้องผูก ความแข็งของอุจจาระ เวลาระหว่างการถ่ายอุจจาระแต่ละครั้ง การปวดอุจจาระหลังจากถ่ายอุจจาระมีเลือดติด ปวดท้องบ่อยๆ หรือต้องพึ่งยาระบายเป็นประจำ
การใช้ยาระบายแก้ท้องผูกจะทำให้เสียวิตามินที่ละลายในน้ำมันไปด้วยคือ วิตามินเอ ดี อี เค ซึ่งละลายในไขมันที่ใช้น้ำมันเป็นยาระบายแก้ท้องผูกค่ะ
การใช้เซนนาหรือใบมะขามแขกขององค์การเภสัชกรรมตามขนาดที่เขียนไว้ในฉลากยา ให้เวลาก่อนนอนในระยะ 2-3 สัปดาห์ เพื่อจัดระบบการขับถ่ายต่อไปเมื่อถ่ายได้ตามเวลาแล้วก็ค่อยๆ ลดยาลง เพื่อเด็กจะได้ถ่ายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยาค่ะ
ในเด็กบางคนเนื่องจากท้องผูกเมื่อถ่ายอุจจาระแล้วจะมีแผลที่ก้นทำให้เจ็บ ควรใช้น้ำอุ่นผสมด่างทับทิมสีชมพูอ่อนๆ ให้นั่งแช่ 10 นาที หลังจากถ่ายอุจจาะเพื่อลูกจะได้ไม่เจ็บก้น

เมื่อลูกเป็นหวัด

เมื่อลูกเป็นหวัด 

เด็กที่เป็นหวัดจะมีอาการมีไข้น้ำมูกน้ำตาไหล ไอ จาม เมื่อท่านพาไปโรงพยาบาลก็จะพบว่า มีเด็กที่มีอาการเหมือนลูกท่านมากมาย บางคนอ่อนเพลียมาก งอแง เบื่ออาหาร เจ็บคอ บางรายรุนแรงมากขึ้นจนมีโรคแทรกซ้อน คือโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ในระยะเริ่มแรกเมื่อลูกเริ่มมีอาการจาม ไอ มีไข้ ตัวร้อน ก็ใช้ยารักษาตามอาการ มีไข้ใช้ยาลดไข้ พาราเซตามอล ชนิดน้ำเชื่อมให้ขนาด (ดูจากฉลากยา) ตามอายุทุก 6-8 ชั่วโมง ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เพราะไม่ทราบว่าการเจ็บป่วยครั้งนี้เป็นไข้เลือดออกหรือไม่ หากถ้าเป็นไข้เลือดออกการให้แอสไพรินจะทำให้เกิดอาการเลือดออกเร็วขึ้นและรุนแรง ทำให้มีโอกาสเสียชีวิต ใช้ยารักษาอาการจามและน้ำมูกไหล คือยาประเภทแอนตี้ฮีสตามีน ที่มีในท้องตลาดมากมาย หรือปรึกษาคุณหมอที่รักษาประจำและขอเก็บไว้สัก 1 ขวดเผื่อฉุกเฉิน จะได้ใช้เมื่อยังไม่สามารถไปโรงพยาบาลได้ ขนาดตามที่คุณหมอสั่งค่ะ ยาแก้ไอ ก็ควรปฏิบัติตามคุณหมอสั่งเช่นกัน พร้อมทั้งให้งดอาบน้ำ เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ดื่มน้ำอุ่นให้พอ ถ้ายังมีไข้สูงหลังจากให้ยา 24 ชั่วโมง แล้วคุณต้องพาลูกไปให้คุณหมอตรวจ อาจจะต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่นปวดหู-หูชั้นกลางอักเสบ หรืออาจเกิดหูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดบวมได้ ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องค่ะ

- ถ้าลูกเป็นหวัดบ่อยๆ จะทำอย่างไรดี
เราสังเกตว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่ติดหวัดจากเพื่อนๆ โดยเฉพาะตอนโรงเรียนเปิด ให้พิจารณาดูถ้าเด็กเป็นหวัดตามปกติภายใน 1 ปี ไม่ควรเกิน 6-7ครั้ง แต่ถ้าเป็นทุกสัปดาห์ แสดงว่าหวัดนั้นมีปัญหาอื่นๆ ซ่อนอยู่ เช่น สุขภาพไม่แข็งแรง นอนน้อย หรือพักผ่อนน้อย คุณแม่คุณพ่อบางคนถึงกับย้ายโรงเรียนคิดว่าโรงเรียนแห่งมีเด็กเป็นหวัดกันบ่อยๆ เป็นสาเหตุให้ลูกติดหวัดจากเพื่อนๆ เมื่อย้ายลูกไปอยู่โรงเรียนใหม่ก็เป็นหวัดบ่อยเหมือนเดิม จึงควรพิจารณาก่อนว่าควรแก้เหตุตรงไหน อาจจะต้องปรึกษาคุณหมอที่ดูแลลูก สิ่งที่ควรทำคือ ให้อาหารลูกให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้พอเพียงให้ออกกำลังกายให้พอ พร้อมกันทั้งพ่อแม่ลูก เหล่านี้จะเป็นการสร้างเสริมภูมิต้านทานของโรคของลูกให้ดีขึ้น

- ถ้าลูกเป็นหวัดเรื้อรัง
ถ้าลูกมีอาการของหวัด น้ำมูกไหล จามติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เกินกว่า 3-4 สัปดาห์ อาการนี้คือหวัดเรื้อรัง ซึ่งสาเหตุสำคัญที่พบบ่อยที่สุดคือโรคภูมิแพ้ จะพบอาการร่วมกับหวัดแล้ว ยังมีอาการคันจมูก ขยี้จมูก คันตา ตาแดง มีน้ำตาไหลร่วมด้วยหรือบางครั้งอาจเกิดจากเด็ก นำสิ่งของใส่เข้ารูจมูกเล่น เช่น ยางลบ ลูกปัด หรือกระดาษทิชชูที่ใช้เช็ดหน้า จะพบอาการสำคัญ คือเป็นอยู่ข้างเดียว มีน้ำมูกไหลจากรูจมูกข้างเดียวและอาจมีกลิ่นเหม็นด้วย การหยอดยาลดน้ำมูก บางชนิดนานเกินไป (มากกว่า 3-4 วัน) ทำให้คันจมูกมากขึ้นซึ่งเป็นปฏิกิริยาของจมูกกลายเป็นหวัดเรื้อรังได้

- การนอนในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศหรือนอนเป่าพัดลม แตกต่างกันอย่างไรสำหรับหวัด
เด็กที่เป็นหวัดสามารถนอนในห้องปรับอากาศได้โดยควบคุมอุณหภูมิอย่าให้เย็นจัด แต่ถ้านอนกันหลายคนควรให้อุณหภูมิปานกลาง ถ้าเด็กเป็นหวัดควรให้ใส่เสื้อผ้าให้พอเพียง อย่านอนตรงบริเวณลมเย็นเป่ามาถึงตัวโดยตรง อาการไอที่เกิดเวลานอนส่วนใหญ่เกิดจากอากาศเย็นมากเกินไป หรือมีฝุ่นจากเครื่องปรับอากาศพ่นใส่ตัวเด็ก วิธีแก้ไขโดยล้างเครื่องปรับอากาศบ่อยๆ เพื่อลดจำนวนฝุ่นในบ้าน โดยเฉพาะห้องนอน การเปลี่ยนจากห้องที่เย็นสบายมานอนห้องธรรมดาแล้วเป่าพัดลมไม่ใช่วิธีแก้ไขที่ถูกต้อง

ที่นอน หมอน ไม่ควรใช้นุ่นยัดในที่นอนและหมอน ควรใช้วัสดุที่ทำจากใยสังเคราะห์ชนิดที่ตัวไร (House Dust Mite) ไม่ขึ้น รวมถึงผ้าห่มนอนด้วยควรซักเครื่องนอนบ่อยๆ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับผ้าปูที่นอน ส่วนปลอกหมอนควรเปลี่ยนทุก 1-2 วัน พื้นห้องเช็ดด้วยผาชุบน้ำให้สะอาดก่อนนอนครึ่งชั่วโมงทุกวัน
การใช้พัดลมเป่าเวลานอนจะทำให้เป่าฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วกระตุ้นให้เด็กไอ แต่ถ้าเช็ดพื้นก่อนนอนก็จะลดจำนวนฝุ่นลงและอย่าเป่าพัดลมบริเวณศีรษะเด็ก ควรเป่าบริเวณปลายเท้าหรือทางอื่นที่ไม่โดนเด็ก

เมื่อไรจึงควรให้อาหารเสริม


ช่วงเวลาเหมาะสมที่คุณควรเริ่มต้นให้อาหารเสริมสำหรับทารกนอกเหนือจากนม เพื่อให้ลูกน้อยมีโภชนาการที่ดีนั้น คุณควรเริ่มต้นให้อาหารหยาบแก่ลูกน้อยเมื่อเด็กอายุ 4 - 6 เดือน
อาหารธัญพืช เช่น ข้าวบด เป็นอาหารประเภทแรกที่คุณควรป้อนให้เด็กรับประทาน ส่วนอาหารเสริมชนิดอื่นๆรวมถึง ผักบด ผลไม้บด เนื้อ และปลาควรเพิ่มในมื้ออาหารหลักของเด็กด้วย
ข้อแนะนำ คือ ขณะที่ให้อาหารเสริมทารกในช่วงเริ่มต้น คุณไม่ควรลดปริมาณดื่มนมของเด็กเนื่องจากนมจะช่วยให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการในแต่ละวัน คุณควรให้เด็กบริโภคนมตามปกติจนกระทั่งถึงวัยเรียน
การเริ่มต้นให้อาหารเสริม อาหารหยาบสำหรับทารกนั้นเป็นขั้นตอนที่สำคัญในชีวิตของเด็กที่ต้องอาศัยความอดทนในช่วงของการเริ่มต้น